3.1 วิธีหาสินค้าด้วย Google Keyword Tool

Google Keyword Tool เป็นบริการสำหรับผู้ที่ลงโฆษณากับ Google Adwords ซึ่งจะช่วยให้เราพอรู้ได้ว่า คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหานี้ มีจำนวนคนพิมพ์ค้นหาใน Google ต่อเดือนจำนวนเท่าไหร่ เป็นจำนวนโดยประมาณ เพราะคีย์เวิร์ด ที่เราจะนำมาใช้นั้นบางทีเราเองก็อาจไม่เคบได้ยินมาก่อน

วิธีใช้งาน

  1. ขั้นแรก ไปที่ https://adwords.google.com/KeywordPlanner

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

2. เลือกตรง Search for new keyword using a phrase, website or category

ใส่คำค้นหาที่เราต้องการ เช่น “รถเข็นเด็ก

เลือก Targeting ให้เป็น “Thailand” และภาษาเลือกเป็น “Thai”

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

3. สิ่งแรกที่เราจะดูคือ สินค้าชนิดนี้ สามารถขายได้ทั้งปีหรือไม่ หรือ ขายดีเฉพาะเทศกาล

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

โดยดูจากกราฟที่ Google ให้มา แสดงผลการค้นหาที่สม่ำเสมอ ตลอดทั้งปี

 

4. ต่อมาเรามาดูกันว่า คำว่า “รถเข็นเด็ก” มีคนค้นหาต่อไปเท่าไหร่

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

ตรงช่อง Avg. monthly searches แสดงค่าว่ามีคนค้นหาคำนี้ ประมาณ 12,100 ครั้งต่อเดือน

Competition เอาไว้สำหรับผู้ลงโฆษณา Google Adwords ว่ามีคู่แข่งในการประมูลคีย์เวิร์ดคำนี้สูงมาก (High)

Tips

ถ้าเราต้องการให้ Google แสดงผลเฉพาะ คีย์เวิร์ดที่ Competition เป็น Low หรือ Medium เราสามารถเลือกได้โดย การใช้ Filter ในเมนูที่อยู่ด้านซ้าย

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

 

เราก็จะได้คีย์เวิร์ดที่เป็น Low และ Medium

วิธีหา Keyword ด้วย Google Keyword Tool

จุดประสงค์ของการหาคีย์เวิร์ดคือ เราหาความต้องการของผู้ซื้อ เพื่อหาสินค้ามาตอบสนองความต้องการ บางทีเราอาจจะได้ ไอเดียสินค้าอะไรใหม่ๆ จากคำค้นหาใกล้เคียง อย่างเช่น ในรูป เราค้นหารถเข็นเด็ก แต่คำที่น่าสนใจก็คือ “รถเข็นขายของ” ก็เป็นไอเดีย ให้เรานำไปต่อยอดเพิ่มเติมได้อีกครับ

**********************************

เขียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้แน่นอนครับ ถ้าชอบบทความอยากจะขอความกรุณา ช่วย Like & Share จะขอบคุณมากๆเลยครับ

 

1. ขายอะไรดี

ขายอะไรดี ปัญหายอดฮิตสำหรับผู้เริ่มต้น ขายของออนไลน์ มีหลายวิธีครับ ว่าเราจะหาอะไรมาขายดี

เลือกในสิ่งที่ตัวเองถนัด อะไรที่เรารู้จักมันดี

  • เป็นพวกชอบความสวยความงาม ก็หาสินค้าหมวดเครื่องสำอางค์
  • ชอบออกกำลังกาย ก็หาสินค้าที่เรารู้จักดีเช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย
  • ชอบอ่านการ์ตูนก็หาสินค้าที่เป็นของสะสม เช่น โมเดล สินค้าของสะสมต่างๆ
  • ที่บ้านชอบเลี้ยงสัตว์ หาสินค้าเกี่ยวกับสุนัข เช่น ป้ายคอสุนัข

มองสิ่งของรอบๆตัว อะไรที่เราซื้อมาใช้

  • สมมุติคุณผู้หญิงชอบครีมยี่ห้อหนึ่งของคนไทย ซื้อมาใช้แล้วดีมากๆ เราก็สามารถติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย
  • สินค้าที่ลูกใช้ เช่น รถเข็น, เป้อุ้มเด็ก, ของเล่นเสริมพัฒนาการต่างๆ, ที่กั้นเตียง
  • อุปกรณ์สำหรับ สุนัข หรือ แมว ที่บ้าน เช่น คอนโดแมว

มองหาปัญหา

แต่ละคนจะมีปัญหาของตัวเอง การขายของก็คือการแก้ปัญหาให้กับลูกค้านั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น

  • ผู้ชายตัวเตี้ย ก็จะมีปมด้อยอยากสูง เราก็หารองเท้าเสริมส้นมาขาย หรือ เครื่องยืดส่วนสูง
  • อยากผิวขาว อยากหน้าใส อยากลดความอ้วน อยากดั้งโด่ง อยากอึ๋ม
  • อยากเป็นฮิปสเตอร์ หาสินค้าที่นำเสนอให้ผู้ใช้ กลายเป็นฮิปสเตอร์ เป็นต้น

อันนี้คือไอเดีย คร่าวๆของการมองหาปัญหานะครับ เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนครับ มีปัญหาอะไรบ้าง

หาไอเดียจากเว็บบอร์ดชื่อดังเช่น Pantip

Pantip เป็นแหล่งหาไอเดียชั้นเยี่ยม ในการหาสินค้า เพราะมีคนมากมายที่มาหาของที่ตัวเองอยากได้ หรือ มารีวิวสินค้า วิธีหาง่ายๆแบบนี้ครับ

  1. ดูที่ห้อง Pantip Tag เพื่อเลือกห้องที่เราสนใจจะหาสินค้า เช่น แฟชั่น ถ้าเราชอบการแต่งตัว โดยเราจะเข้าไปดูกระทู้ต่างๆครับ ว่าตอนนี้ อะไรกำลังฮิต หรือ หาปัญหาครับ ว่าใครมีปัญหาอะไรpantip tagหาไอเดียจาก Kapook.com, Sanook.com

วิธีหาสินค้าคือเราเข้าไปดูเทรนด์ครับ ว่าช่วงนี้กำลังฮิตอะไร โดยเข้าไปดูตรง “คำฮิต

เช่น ตอนนี้ฮิต “ซงจุงกิ” เราก็อาจจะหาสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้าแว่นตา ที่ ซงจุงกิ ใช้ในซีรีย์ยอดฮิต

kapook

หาไอเดียจาก Lazada

เว็บไซท์อันดับ 1 ที่ถูก Alibaba ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว เราเข้าไปดูครับ ที่ Lazada อะไรขายดี

ตามไปดูที่ลิ้งนี้เลยครับ คลิก >>>

lazada

หาไอเดียจาก Amazon.com

เว็บไซท์ E-commerce ชื่อดังของอเมริกา Amazon.com มีสินค้าหลายหมวดหมู่มากๆเลยครับ แต่เราจะเลือกดูที่เป็น Best Sellers เท่านั้น ครับ โดยเราเลือกหมวดหมู่และเลือก Best Sellers ครับ เช่น http://www.amazon.com/Best-Sellers-Health-Personal-Care/zgbs/hpc

amazon

หาไอเดียจาก Pinterest.com

เว็บ pinterest เป็น Social ชื่อดังที่อเมริกาครับ  แต่ไม่ค่อยนิยมที่เมืองไทย นอกจากรูปสวยๆ ไอเดียเพียบครับ เช่น https://www.pinterest.com/categories/gifts/

หาไอเดียจาก taobao.com

สินค้ายอดฮิตที่เถาเป่า เว็บขายของที่เป็นเครือข่ายของ Alibaba นั่นเองครับ ซึ่งเป็นภาษาจีนหมดเลย วิธีดูเราต้องเปิด โดยใช้ Browser ที่ชื่อ Google Chrome แล้วเลือกเปลี่ยนภาษาครับ คลิกเลือกตามหมวดหมู่ได้เลยครับ https://top.etao.com/?spm=a1z5i.1.2.1.hUTg2J&topId=HOME

taobao

หาไอเดียจาก Aliexpress.com

Aliexpress.com ก็เป็นเครือข่ายของ Alibaba เช่นกันครับ แต่เป็นภาษาอังกฤษ ตามไปดูสินค้าขายดีที่ลิ้งนี้ครับ http://activities.aliexpress.com/bestselling.php

aliexpress

พอแค่นี้ก่อนนะครับ จริงๆมีอีกเยอะมาก แต่แค่นี้ก็น่าจะหาสินค้ากันจนปวดหัวแล้วแน่นอน

**********************************

เขียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้แน่นอนครับ ถ้าชอบบทความอยากจะขอความกรุณา ช่วย Like & Share จะขอบคุณมากๆเลยครับ

เกริ่นนำ

จุดประสงค์ของบล็อกนี้เพื่อชี้แนวทาง สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่สนใจการขายของออนไลน์ เพื่อเป็นอาชีพเสริม หรือ รายได้พิเศษ เพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง

เพราะการขายของออนไลน์เหมือนจะง่าย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้ที่ทำการตลาดออนไลน์ ต้องทันกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และด้วยข้อมูลที่มีมากมาย สำหรับผู้เริ่มต้นสนใจอยากจะขายของออนไลน์อาจจะรู้สึกว่า เข้าใจได้ยาก สิ่งแรกที่จำเป็นต้องมีคือ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ตัวผู้เขียนมีประสบการณ์ทำการตลาดออนไลน์หรือ E-commerce มาประมาณเกือบ 2 ปี ทดสอบขายสินค้ามาหลายชนิด จนตอนนี้สินค้าที่ขายไม่ได้เต็มบ้าน จนได้เป็นแบบเเผน ในการขายของออนไลน์ที่ใครๆก็ทำได้ มาถ่ายทอดกันครับ

ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากครับ เนื้อหาคร่าวๆ จะเป็นแบบนี้ครับ

  • ขายอะไรดี
  • หาสินค้า
  • ทำเว็บ / แฟนเพจ
  • โปรโมท

ขั้นตอนมีแค่นี้ครับ ติดตามอ่านตอนต่อไปกันเลยครับ

**********************************

เขียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้แน่นอนครับ ถ้าชอบบทความอยากจะขอความกรุณา ช่วย Like & Share จะขอบคุณมากๆเลยครับ

 

 

ขายที่ไหน

2. ขายที่ไหน – ยุคนี้ต้องออนไลน์เท่านั้น

เมื่อหาสินค้าได้แล้วว่าจะขายอะไรดีบนโลกออนไลน์ คำถามต่อมาคือขายที่ไหน

ในยุคที่อะไรๆก็ต้องออนไลน์ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตามกระแสไปด้วย การขายของออนไลน์ช่วงนี้จึงเป็นอะไรที่บูมสุดๆ ทุกคนสามารถขายของออนไลน์ได้เพียงไม่กี่คลิก

สถานที่ๆเราจะขายของออนไลน์ ยอดนิยมตอนนี้มีอยู่ 2 ที่ด้วยกัน

  1. Google.com

Search Engine อันดับ 1 ของโลกตอนนี้ เป็นสถานที่แรกๆที่คนจะซื้อสินค้า เข้าไปพิมพ์คำค้นหา เพื่อหาของที่ตัวเองอยากได้ เรียกได้ว่ายุคนี้ขาด Google แทบไม่ได้เลย

การขายของบน Google สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีคือเว็บไซท์ ซึ่งหลายคนอ่านถึงตรงนี้อาจจะคิดว่ายากละ เพราะทำไม่เป็น ช้าก่อนครับ เครื่องมือสมัยนี้ทำให้การมีเว็บเป็นของตัวเองง่ายกว่าสมัยก่อนมากๆ มีเว็บฟรีมากมายให้เราเลือกใช้ ในที่นี้ผมแนะนำให้ใช้ Lnwshop.com เพราะง่าย และ ฟรี

วิธีการคือเราต้องมีเว็บไซท์เพื่อทำอันดับ ลองนึกภาพว่าเรา พิมพ์คำค้นหาสิ่งที่เราต้องการใน Google เว็บไซท์ที่อยู่อันดับต้นๆ ก็มีโอกาสที่คนจะเข้ามาเลือกสินค้า ได้มากกว่า เว็บไซท์ที่อยู่หน้าท้ายๆ

ดังนั้น ถ้าเรามีเว็บไซท์เรียบร้อยแล้ว เราต้องทำให้คนเห็นเว็บของเราด้วย ซึ่งจะต้องใช้วิธีที่เรียกว่า SEO เรียกให้เข้าใจง่ายๆว่า ดันเว็บให้อยู่อันดับต้นๆ ของคำค้นหานั้นๆ

2. Facebook.com

ในสังคมก้มหน้ายุคนี้ Facebook กลายเป็นสิ่งเสพย์ติดของคนไทยไปแล้ว Facebook นอกจากจะเป็นโซเชียลยอดนิยมแล้ว ยังเหมาะมากที่จะขายของ เพราะเราสามารถระบุรายละเอียดของลูกค้าเรา ได้ตรงสุดๆ

เช่น เราจะขาย “รถเข็นก้านร่ม” เราสามารถระบุได้เลยว่า อยากจะขายให้กับ ผู้หญิงอายุ 25ปีขึ้นไป อยู่จังหวัดอะไร มีลูกแล้วอายุ 2ขวบ สนใจเกี่ยวกับสินค้าเด็ก

ถ้าเราสามารถกำหนดให้สินค้าเราไปแสดงกับ ลูกค้าตรงกลุ่ม ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะขายสินค้าได้มากขึ้นครับ

วิธีการคือ เราต้องสร้างแฟนเพจ Fanpage ขึ้นมาเพื่อนำสินค้าเรามาแสดง ส่วนวิธีการที่จะทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าใน Fanpage เรา มี 2 วิธีคือ

  1. SEO คือ การทำอันดับ Fanpage ให้อยู่ในผลการค้นหาของ Google
  2. Facebook Ads คือ การลงโฆษณาใน Facebook

ผมจะแนะนำเพียง 2 อย่างนี้เท่านั้นครับ

**********************************

เขียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้แน่นอนครับ ถ้าชอบบทความอยากจะขอความกรุณา ช่วย Like & Share จะขอบคุณมากๆเลยครับ

3. ขายสินค้าต้องมีชื่อเรียก – วิธีหาคีย์เวิร์ด

การค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นก็เพื่อหา “คำ” ที่เราจะนำมาทำอันดับใน Google คำพวกนี้ควรจะเป็นคำที่ เฉพาะเจาะจง มากกว่าที่จะเป็นคำกว้างๆ

คีย์เวิร์ดสินค้าที่จะนำมาขายมีอยู่ 2 แบบคือ

 

1. สินค้าตามกระแส คือ สินค้าที่กำลังฮิต มีกระแสมาแรงๆ เป็นของใหม่ หรือ ไม่มีชื่อเรียกภาษาไทย เช่น Oculus Rift, เฟอร์บี้

สินค้าแบบนี้ เราต้องเร็วในเรื่องการติดตามเทรนด์ ว่าสินค้าแบบนี้กำลังมา ใช้ช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้เร็ว เช่น Facebook Ads, Google Adwords, Youtube

ถ้าเป็นสินค้าตามกระแส เมื่อกระแสหมดสินค้าตัวนั้นก็ตายไปด้วย หรืออาจจะขายได้ไม่ดีเหมือนเดิม กลายเป็นของค้างสต็อค ถ้าใครตามกระแสทัน หรือ นำกระแสก็อาจจะโกยกำไร ได้เพียงช่วงหนึ่งๆ เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เฟอร์บี้, ตุ๊กตา Blythe

 

2. สินค้าทั่วไป มีชื่อเรียกภาษาไทย ชื่อธรรมดาๆทั่วไป เช่น รถเข็นก้านร่ม, ซุ้มกาแฟ, เสื้อกล้าม ฯลฯ

สินค้าทั่วๆไป ถ้าเราสามารถครองพื้นที่ในคีย์เวิร์ดนั้นๆ ใน ผลการค้นหาของ Google เราก็จะมีคนเข้ามาซื้อของเราเรื่อยๆโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อโฆษณาแต่อย่างใด

 

คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร

คีย์เวิร์ด คือ ชื่อเรียกสินค้าที่คนใช้ค้นหาใน Google บางทีเราอาจจะไม่รู้ว่ามันมีอยู่ แต่รู้กันในกลุ่มคนที่ค้นหาสินค้านั้นๆ เช่น กางเกงในกลีบอูฐ, คอนโดแมว, เลโก้จีน

เราต้องใช้คีย์เวิร์ด เพื่อทำอันดับใน Google เราจึงต้องวิเคราะห์ก่อนว่า สินค้าชิ้นนั้น เป็นที่ต้องการแค่ไหน มีคนค้นหาต่อเดือนเยอะแค่ไหน

 

เครื่องมือค้นหา Keyword

Google Keyword Planner
1. Google Keyword Planner
https://adwords.google.co.th/KeywordPlanner

เครื่องมือค้นหา Keyword ของ Google นี้ช่วยให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดที่เราจะทำนั้น น่าสนใจแค่ไหน ถ้าคนค้นหาน้อยก็ไม่คุ้มที่จะทำ

similarweb

2. Similarweb
https://www.similarweb.com/

เครื่องมือตัวนี้ถ้าจะใช้ต้องเสียเงิน ราคาค่อนข้างสูงครับ ประโยชน์คือ เราสามารถดูข้อมูลของเว็บต่างๆได้หมดเลย เช่น Lazada.co.th เราสามารถดูได้เลยว่า มีคนค้นหาคำว่าอะไรบ้าง เพื่อนำมาเป็นไอเดียว่าเราจะขายอะไร